โครงการตรวจตาเด็ก เพื่ออนาคตไทย

“โครงการตรวจตาเด็ก เพื่ออนาคตไทย เกิดจากปัญหาการขาดระบบการตรวจรักษาความผิดปกติทางสายตา ในเด็กอายุ 3 – 12 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุสำคัญพัฒนาการทางสายตา หากไม่ได้รับการแก้ไข เสี่ยงต่อการพิการทางสายตาถาวร เราพบว่าเด็กไทย 1 ใน 10 มีความผิดปกติทางสายตา และร้อยละ 4 ของเด็กกลุ่มนี้สามารถกลับมาเห็นชัด หากได้รับการตรวจและให้แว่นตา ทั้งนี้หากปล่อยทิ้งไว้เด็กจะเกิดภาวะตาขี้เกียจ (amblyopia) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดในเด็ก เพราะเมื่อสมองไม่เห็นภาพ นานเข้าจะไม่มีการพัฒนาเพื่อรับรู้การมองเห็น และไม่สามารถแก้ไขได้ ภาวะนี้จะมีผลต่อสุขภาพทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ไม่อยากออกกำลังกาย สุขภาพจิตไม่ดี หงุดหงิด ขาดความเชื่อมั่น นำไปสู่การสูญเสียโอกาสทางอาชีพและรายได้เมื่อโตขึ้น”

ทั้งนี้ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการตรวจคัดกรองสายตาของเด็กได้ ซี่ง HITAP ได้ทำงานร่วมกับสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เพื่อพัฒนารูปแบบการคัดกรองสายตาผิดปกติในเด็กอนุบาลและประถม พบว่าการให้ครูประจำชั้นช่วยคัดกรองสายตาเบื้องต้น ก่อนส่งต่อจักษุแพทย์เด็กเพื่อตรวจซ้ำและให้แว่นฟรี เป็นระบบที่เป็นไปได้ในบริบทประเทศไทยที่มีจำนวนหมอตาเด็กไม่เพียงพอ ระบบนี้ใช้งบประมาณไม่สูงแต่สามารถแก้ปัญหาสายตาในเด็กก่อนที่จะสายเกินไป โครงการนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาให้เป็นนโยบายระดับชาติ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปีหน้า โดยขณะนี้ ศ. นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุขเห็นชอบให้มีการคัดกรองสายตาผิดปกติในเด็กโดยครูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในวันที้ 14 สิงหาคม จะมีการประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดด้านนโยบายเสนอต่อ รมว.สาธารณสุข โดยจะเริ่มตั้งแต่เด็กระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 และประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อน ซึ่งหากโครงการนี้พัฒนาเป็นนโยบายระดับชาติได้ จะทำให้เด็กอนุบาลและประถมศึกษาราว 2.6 แสนคน ได้รับแว่นตาเพื่อแก้ไขปัญหาการมองเห็น

“ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ไม่ควรพาเด็กไปตัดแว่นตามร้านปกติ เพราะกล้ามเนื้อตายังคงหดตัวอยู่จากการใช้สายตาในช่วงที่ผ่านมา เช่น ดูโทรทัศน์หรือเล่นโทรศัพท์ ทำให้เมื่อมาวัดสายตาได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักการตรวจวัดสายตาต้องมีการใช้ยาหยอดตาเพื่อลดการเพ่งของตาเด็ก เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่ถูกต้อง ซึ่งการหยอดยาดังกล่าวต้องทำโดยจักษุแพทย์เท่านั้น หากตัดแว่นตามร้านทั่วไปนาน ๆ เข้าจะทำให้ปวดตาและไม่ช่วยในระยะยาว อีกทั้งต้องตรวจติดตามทุกปีเพราะสายตาเด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ปัจจุบันมีเด็กที่สายตาผิดปกติ 3.5 แสนคน แต่ตัดแว่นสายตาถูกต้องเพียง 2 หมื่นคน เท่ากับว่ามี 3 ใน 4 ที่ใส่แว่นไม่ถูกต้อง นอกจากนี้นักทัศนมาตรศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญในการตรวจวัดสายตาของไทยยังมีจำนวนน้อยมาก ดังนั้นจึงอยากเสนอให้มีระเบียบข้อบังคับแก่ร้านตัดแว่นทั่วไปที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญ เพื่อควบคุมมาตรฐาน”

การรักษาภาวะสายตาผิดปกติล่าสุดเป็นการรักษาภาวะสายตาสั้นและเอียงด้วย RELEX

22

RELEX เป็นเทคโนโลยีในการรักษาภาวะสายตาผิดปกติล่าสุดเป็นการรักษาภาวะสายตาสั้นและเอียง โดยการปรับเปลี่ยนความโค้งของกระจกตาด้วยเลเซอร์ แผลมีขนาดเล็ก 2 – 5 มม. เบาสบายตาในขณะผ่าตัด มีการรบกวนกระจกตาน้อย กระจกตาหลังการผ่าตัดมีความแข็งแรง ผลข้างเคียงน้อย ReLEx มีความแม่นยำสูงในการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติ เป็นการผ่าตัดที่พัฒนาต่อจากการผ่าตัด LASIK เพื่อให้มีความสามารถในการรักษามากขึ้น โดยใช้ Femtosecond Laser แยกชั้นกระจกตาเป็นเลนส์ในเนื้อกระจกตา และนำเลนส์นั้นออกผ่านแผลเล็ก เพื่อปรับความโค้งกระจกตาให้เหมาะสม เลสิกไร้ใบมีดเป็นการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยวิธีการทำเลสิกแบบไร้ใบมีดโดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน โดยในขั้นตอนของการแยกชั้นกระจกตาจะใช้แสงเลเซอร์ แทนการใช้ใบมีด ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้การแยกชั้นกระจกตา สามารถทำได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำ ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาภาวะสายตาผิดปกติในสถานพยาบาลชั้นนำต่างๆ ทั่วโลก

หนึ่งในนั้นก็คือศูนย์เลสิกกรุงเทพ ได้เลือกใช้เครื่อง Femtosecond Laser รุ่น VisuMax ของ Carl Zeiss ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาเพื่อให้การแยกชั้นกระจกตาสามารถทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภายในเวลาเพียง 17-20 วินาที ร่วมกับเครื่องเลเซอร์ปรับความโค้งกระจกตา Carl Zeiss Meditec’s MEL 80 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเลเซอร์สามารถทำการแก้ไขลงไปใต้ผิวกระจกตาได้อย่างแมนยำ โดยเลเซอร์จะ Focus ลงไปใต้ผิวกระจกตา ขณะทำการสแกนไปตามความโค้งของกระจกตา มีการสัมผัสที่อ่อนโยน ช่วยให้คนไข้รู้สึกสบายตาในระหว่างการผ่าตัด สามารถลดความคลาดเคลื่อนของการแยกชั้นกระจกตา ลดปัญหาผิวกระจกตาถลอก กระจกตาที่แยกได้มีความเรียบ ใช้เวลาในการผ่าตัดโดยรวมเฉลี่ยข้างละ 15 นาที นอกจากนี้กระจกตายังสมานตัวเร็วช่วยย่นระยะเวลาของการพักฟื้นได้ในอีกทางหนึ่ง ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและแม่นยำที่สุด การทำเลสิกที่ศูนย์เลสิกโรงพยาบาลกรุงเทพจึงรวดเร็ว ปลอดภัยและผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันที อีกทั้งมีผลข้างเคียงน้อยมาก ช่วยลดปัญหาภาวะแสงกระจายตอนกลางคืน อาการตาแห้งและผิวกระจกตาถลอก ลดการระคายเคืองหลังผ่าตัด แผลจึงหายเร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิม และใช้เวลาไม่นาน การมองเห็นเป็นปกติเร็วขึ้น ให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างใจบนโลกใบใหม่โบกมือลาแว่นตาและคอนแทคเลนส์ไปได้เลย

ความก้าวหน้าในระบบดวงตาประดิษฐ์ในอนาคต

ความก้าวหน้าในระบบดวงตาประดิษฐ์ในอนาคต

ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาบางประเภทกลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง แม้จะมองไม่เห็นสีสันเหมือนกับสายตาของคนปกติก็ตาม กำลังพัฒนาทั้งความสามารถและรูปแบบการใช้งานของมันออกไปหลากหลาย จนคาดว่าการฟื้นฟูสายตาให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้งไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป แต่ผู้ใช้ “ดวงตาประดิษฐ์” อาจมีขีดความสามารถเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป

ระบบดวงตาประดิษฐ์อาร์กัสทูประกอบด้วยแว่นตาที่เลนส์ถูกเปลี่ยนให้เป็นกล้องสำหรับรับภาพจากภายนอกแทนดวงตา แว่นตาดังกล่าวนี้ ติดตั้งไมโครชิปขนาดจิ๋วเพื่อทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลของภาพที่เห็นให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งผ่านระบบไร้สายไปยังอุปกรณ์ที่ผ่าตัดฝังอยู่ในเรตินา หรือเยื่อชั้นในของลูกตาที่เชื่อมต่ออยู่กับประสาทเพื่อการมองเห็นของคนเรา ภายในอุปกรณ์ดังกล่าวมีอิเล็กโทรด 60 ตัว ทำหน้าที่รับสัญญาณและส่งต่อไปยังระบบประสาท เพื่อจำแนกความแตกต่างของแสง, ความเคลื่อนไหว และ รูปร่างต่างๆ แทนนัยน์ตาปกติ ถึงจะประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้พิการทางสายตาสามารถอ่านหนังสือเล่มโตได้อีกครั้ง สามารถเคลื่อนที่ไปมาในบ้านที่ไม่คุ้นเคยได้ และเห็นภาพของบุคคลอันเป็นที่รักได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีก็ตาม แต่ภาพที่เห็นผ่านระบบอาร์กัสทู ยังเป็นขาวดำและมีความละเอียดไม่มากนัก

ในอนาคตการก้าวข้ามระบบดวงตาตามธรรมชาติของคนเรา เพื่อเชื่อมต่อเซ็นเซอร์รับภาพจากภายนอกเข้าสู่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นโดยตรง ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากในการฟื้นฟูการมองเห็นของผู้พิการสายตา ที่เรตินาเสียหายไปด้วยเพราะโรคบางชนิดอย่าง ต้อหิน หรือ เบาหวาน ด้วยการหาทางลัดผ่านชั้นเนื้อเยื่อของเรตินาไปฝังอิเล็กโทรดไว้กับสมองโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเชื่อว่า ดวงตาประดิษฐ์ ในอนาคตจะมีขีดความสามารถอย่างที่ตาของคนทั่วไปทำไม่ได้ อย่างเช่น การซูมภาพเข้าออก หรือดวงตาที่สามารถฉายรังสีเอ็กซ์ (เอกซเรย์) เพื่อตรวจสอบหากับระเบิดได้โดยตรง หรือกระทั่งทำให้ระบบดวงตาเทียมเปิดรับภาพอยู่ได้ตลอดเวลาไม่มีวันหลับ แม้กระทั่งการติดตั้งระบบไวไฟให้กับดวงตาประดิษฐ์แล้วใช้เชื่อมต่อกับเนื้อหาในอินเตอร์เน็ตได้โดยตรง ดูยูทูบหรือภาพยนตร์โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์อีกต่อไป

ปัญหาผู้พิการทางสายตาที่กำลังได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

บรรยากาศความสนุกสนานความพิการแต่กำเนิด สามารถป้องกันได้ด้วยการมีความรู้และการดูแลตนเองด้านสิ่งแวดล้อมและโภชนาการ และสำคัญที่สุดการรับประทานวิตามินโฟเลตซึ่งสามารถป้องกันความพิการแต่กำเนิดได้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหลอดประสาทไม่ปิด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปากแหว่งเพดานโหว่ แขนขาพิการแต่กำเนิด เป็นต้น การป้องกันที่ดีที่สุดคือการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ ทานโฟเลตก่อน 2-3 เดือน และได้รับต่อเนื่องไปถึงใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพราะ 28 วันแรกหลังจากปฏิสนธิมีความสำคัญมาก เป็นช่วงที่สร้างระบบประสาทและระบบอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย และถ้าให้ดีควรทานตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์ อายุ 15-16 ปี เพราะ 50 เปอร์เซ็นต์ของการตั้งครรภ์มักไม่ได้วางแผนล่วงหน้า โฟเลตจึงมีความสำคัญมาก การมาทานหลังตั้งครรภ์แล้วอาจสายเกินไป

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดในเด็กที่เป็นปัญหาทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่พัฒนา คือ ขาดวิตามินเอ ภาวะนี้จะทำให้เกิดความผิดปกติในระบบต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันทำให้เด็กที่ขาดวิตามินเอติดเชื้อได้ง่าย และอาจถึงกับเสียชีวิตได้ สำหรับผลกระทบด้านดวงตาจะมีผลให้เยื่อบุตาแห้ง อาจเกิดแผลที่กระจกตาตามมา ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลงอย่างมาก สาเหตุอื่นๆที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดในเด็ก ได้แก่ โรคที่เป็นแต่กำเนิด เช่น ต้อหิน ต้อกระจก โรคมะเร็งของประสาทตา รวมถึงกรณีที่มารดาเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ หรือดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เส้นประสาทตาเจริญผิดปกติ ประสาทตาฝ่อได้

ปัญหาของผู้พิการทางสายตาปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับความสามารถของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นในด้านการศึกษาและอาชีพการทำงาน ด้านการศึกษา สถานที่ที่ใช้สำหรับให้การศึกษาแก่ผู้พิการทางการมองเห็นไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้พิการทางการมองเห็นบุคลากรไม่มีความชำนาญในการสอน สื่อการสอนไม่เพียงพอต่อความต้องการของเด็ก ขาดเงินสนับสนุนจากทางรัฐบาล จึงทำให้มีข้อจำกัดขีดความสามารถในการพัฒนาของเด็ก ผู้ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ส่วนในด้านอาชีพการทำงานบริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับผู้พิการทางการมองเห็นเข้าทำงาน เนื่องจากความคิดที่ว่าจะทำงานได้ดีไม่เท่ากับคนปกติ  ซึ่งก็เกรงว่าอาจทำให้บริษัทสูญเสียผลประโยชน์ได้

ในปัจจุบันปัญหาข้างต้นได้รับการแก้ไขในบางส่วนบ้างแล้ว เช่น ทางรัฐบาลพยายามให้ทุกโรงเรียนสามารถรับเด็กที่พิการทางการมองเห็นเข้าเรียนร่วมกับนักเรียนปกติ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการยากต่อเด็กที่พิการทางการมองเห็นในด้านการปรับตัวให้เข้ากับคนปกติ แต่ทางโรงเรียนสอนคนตาบอดได้สอนในเรื่องการปรับตัวให้กับเด็กก่อนที่จะเข้ามาเรียนร่วมกับคนอื่น จึงทำให้ง่ายขึ้นในเรียนร่วมชั้นกับคนปกติอื่นๆอาจมีข้อจำกัดอยู่บ้างของผู้พิการทางการมองเห็นในการเรียนวิชาที่จะต้องใช้สายตาเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การเรียนโปรแกรมต่างๆของคอมพิวเตอร์ ผู้พิการทางการมองเห็นอาจจะต้องเรียนแยกกับนักเรียนปกติ และใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับผู้พิการทางการมองเห็น

เทคโนโลยี Bionic Eye ความหวังในการรักษาคนตาบอด

1475_01Retinitis Pigmentosa เป็นโรคกรรมพันธุ์ทำให้เกิดการเสื่อมของจอประสาทตา และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการตาบอดในเด็ก โดยทำให้ตัวรับแสงหรือรับรูปภาพที่อยู่ที่จอประสาทตาสองชนิด คือ เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยเสียหาย ไม่ทำงาน ทำให้ไม่สามารถส่งผ่านภาพไปยังเส้นประสาทตาได้ ทั้งๆที่เส้นประสาทตานั้นยังดีอยู่ ดังนั้นคนที่เป็นโรคนี้ในสมัยก่อนจึงตาบอดอย่างถาวร โดยไม่สามารถจะช่วยแก้อะไร หรือป้องกันอะไรได้เลย แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความหวังในการรักษาผู้ป่วยพวกนี้แล้ว นั่นก็คือการผ่าตัดใส่ลูกตาเทียมเข้าไปแทน

วิธีการทำก็โดยการฝังไมโครชิพลงในตาของผู้ป่วย เพื่อให้ทำหน้าที่รับภาพแทน เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยเสียหายไป ไมโครชิพเหล่านี้จะทำหน้าที่รับแสง และส่งสัญญาณไปยังเครื่องรับและสร้างเป็นกระแสไฟฟ้าขึ้นแบบเดียวกับที่เซลล์จริงๆทำ และให้กระแสไฟฟ้านั้นเข้าไปกระตุ้นเส้นประสาทการมองเห็นด้วย ผู้ป่วยก็จะมองเห็นได้ทันที ซึ่งการรักษานี้ปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นทดลองและน่าจะนำมาใช้ได้ในเร็วๆนี้ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลแก่บรรดาผู้พิการทางสายตาทั้งหลาย แต่อย่างไรก็ตาม ราคาค่ารักษาก็คงจะแพงมหาศาลตามไปด้วย

เทคโนโลยีการฝังลูกตาเทียม (Bionic Eye)

1.การฝังไมโครชิปลงในลูกตาของผู้ป่วยจะใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดประมาณ 6 ชั่วโมงซึ่งศัลยแพทย์จะฝังไมโครชิปขนาด 3×3 มิลลิเมตร บริเวณชั้นเนื้อเยื่อของจอประสาทตา ซึ่งอยู่ในชั้นเดียวกันกับตัวรับแสง ไมโครชิปดังกล่าวมีความไวต่อแสง เนื่องจากมีจุดรับแสงที่มีเซลล์รับแสง อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ขยายสัญญาณไฟฟ้าและขั้วไฟฟ้าประกอบอยู่ถึง 1,500 จุด
2.การจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับไมโครชิป เริ่มจากการใช้แบตเตอรี่ภายนอกที่ติดอยู่กับผู้ป่วยเป็นตัวจ่ายกระแสไฟฟ้า แบตเตอรี่ดังกล่าวจะส่งกระแสไฟฟ้าในรูปแบบไร้สายโดยผ่านแผ่นขดลวดที่ติดอยู่บริเวณหลังใบหูของผู้ป่วย Meta Coil จะเชื่อมต่อกับสายเคเบิลที่ทำหน้าที่ส่งกระแสไฟฟ้าไปยังไมโครชิปที่ฝังอยู่บริเวณ Retina
3.การเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เมื่อแสงกระทบกับลูกตาและผ่านไปยัง Retina จนกระทบกับ Photocell ที่อยู่บนไมโครชิป จากนั้น Amplifier จะเปลี่ยนพลังงานแสงให้กลายเป็นพลังงาน ไฟฟ้าที่มีความถี่ประมาณ 5-10 เฮิร์ต
4.การประมวลผลเป็นภาพ หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการเปลี่ยนพลังงานแสงไปเป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วนั้น ไมโครชิปจะส่งกระแสไฟฟ้าในรูปแบบ สัญญาณประสาทที่ได้ไปยังเส้นประสาทตาสู่สมองเพื่อประมวลผลเป็นภาพต่อไป